******************************************
[Fic] คึกนักรักน้องเต่าตัวร้าย : EP.01 - ลูกสัตว์ที่บาดเจ็บ

Aki – Akira :

EP01 – ลูกสัตว์ที่บาดเจ็บ

******************************************

...สาบานซิว่าที่นี่เคยเป็นผับ!!...

ผมสบถอยู่ในใจทันทีที่ผมไขกุญแจเปิดประตูเข้าไปในผับที่ผมทำงานอยู่

ผมยืนอึ้งมองหาร่องรอยซากอารยธรรมที่หลงเหลือ ท่ามกลางโต๊ะเก้าอี้ที่วางระเกะระกะ เศษซากขนมกรุบกรอบ และเศษแก้วแตกที่เกลื่อนกระจายเต็มพื้น ราวกับทั้งร้านเพิ่งจะถูกยิงถล่มด้วยขีปนาวุธมาสดๆร้อนๆ

แม้จะเตรียมใจมาแล้วบ้างว่าจะต้องเจอกับอะไร ด้วยเป็นเรื่องปกติของคืนวันศุกร์ที่มักจะมีลูกค้าแน่นเอียด และปาร์ตี้ย่อมๆให้พวกแขกได้ปลดปล่อยกันเต็มที่ก็เถอะ แต่สำหรับคนที่เพิ่งได้นอนตุนมาไม่ถึง 4 ชั่วโมง ไอ้สภาพตรงหน้านี่ก็เล่นเอาเข่าผมแทบอ่อนไปเหมือนกัน

นี่ถ้าผมไม่ใจอ่อนยอมรับปากแลกเวรทำความสะอาดเช้าวันเสาร์ ซึ่งใครๆก็รู้กันอยู่ว่าขุมนรกชัดๆ กับเจ้าเซนะ เพื่อนบาร์เทนเดอร์พาร์ตไทม์ไว้ เพื่อให้หมอนั่นได้ไปเฮฮาสังสรรค์ชมซากุระกับเพื่อนๆของเขาล่ะก็

...ฮึ่ม!...

ภาพหมอนั่นกำลังเสวยสุข นอนจิบเหล้าบ๊วยชมดอกซากุระนี่มันช่างกวนอารมณ์ของผมซะจริงๆ

“เตรียมตัวชดใช้หนี้บุญคุณชั้นคราวนี้ดีๆเถอะ เจ้าเซนะ!”

          ผมบ่นฮึ่มๆกับตัวเอง แล้วก็เปลี่ยนเป็นถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อคิดถึงงานที่ต้องทำ จากนั้นก็จัดแจงพาตัวเองเดินผ่านประตูหลังบาร์ที่เปิดไปยังห้องพักพนักงานทางด้านหลัง โยนกระเป๋าสะพายของตัวเองเข้าไปด้านในตู้ล็อคเกอร์ แล้วหยิบชุดเครื่องแบบของทางร้านออกมาสับเปลี่ยนพร้อมจะรับมือกับชะตากรรมหนักหน่วงที่รอคอยอยู่

.........................................

กว่าสภาพผับที่ไม่ต่างจากสนามรบจะกลับมาดูสะอาดเอี่ยมอีกครั้ง ก็ปาเข้าไปเกือบๆเที่ยง เล่นเอาปวดเมื่อยไปทั้งตัวจากการก้มๆเงยๆ เช็ดถูโต๊ะเก้าอี้ และลากถุงขยะใบใหญ่เกือบเท่าตัวผมไปทิ้งที่หลังร้านถุงแล้วถุงเล่า

สุดท้ายงานที่ดูจะริบหรี่ไม่เห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ว่าจะจบลงได้ในตอนแรก เมื่อค่อยๆลงมือทำไปทีละอย่างๆ ในที่สุดก็สำเร็จเข้าจนได้

ผมโยนถุงขยะถุงสุดท้ายเข้าไปในที่สำหรับทิ้งขยะด้านหลังร้าน รู้สึกปลอดโปร่งและแอบยืดอกภูมิใจนิดๆที่รับมืองานหนักครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี

...แล้วเสียงโก่งคอดัง ‘อ๊อก!’ ของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้น...

ผมหันหน้าไปตามเสียง ก็เห็นภาพเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลรูปร่างผอมบางสะพายกระเป๋ากีต้าร์ที่แทบจะใหญ่กว่าตัวเจ้าของ กำลังนั่งยองๆหน้าซีดเผือด โก่งคออาเจียนอยู่ที่ทางเดินไม่ไกลจากด้านหน้าร้านเท่าไหร่นัก

...อย่าล้อเล่นน่า!! นี่ผมเพิ่งจะปิดจ๊อบของผมไป แถมยังดีใจได้ไม่ทันถึง 5 นาทีด้วยซ้ำ...

“เฮ้!!! นายน่ะ หยุดเดี๋ยวนี้!! เวรชั้นเคลียร์ร้านซะด้วยสิ”

ผมสาวเท้าเข้าหาเจ้าคนทิ้งระเบิดทันที

“เอาน่ะ..เดี๋ยวฉันล้างให้” หมอนั่นทำหน้ายุ่งตอบกลับมาด้วยเสียงแหบแห้ง

ผมตรงเข้ากระชากคอเสื้อด้านหลังของอีกฝ่าย จับลากร่างผอมบางที่แทบจะปลิวตามมือผมมาทางหลังร้านอย่างไม่ฟังเสียง แล้วผลักให้เขาหันหน้าเข้าหาถังขยะ

..อ่อก.. ไหล่ด้านหลังของคนตรงหน้าผมกระตุกขึ้นนิดนึงร่างกายบีบเกร็ง พยายามจะอาเจียนอีกครั้ง คราวนี้กลับมีเพียงน้ำย่อยออกมาเท่านั้น ท่าทางภายในท้องของหมอนี่คงแทบไม่เหลืออะไรให้อาเจียนออกมาแล้ว

“เหม็นเป็นบ้า..” เสียงแหบแห้งยังคงบ่นพึมพำไม่ยอมสิ้นฤทธิ์

ผมยืนกอดอกมองแผ่นหลังบางของเจ้าเด็กขี้บ่น ที่ไม่ได้ดูสารรูปตัวเองตอนนี้เอาซะเลย นึกขำนิดๆ แล้วก็พาลใจอ่อน ยื่นมือไปลูบๆที่หลังให้

“กลิ่นนายก็พอกัน อย่าบ่นน่า” ผมย้อน

เขาก้มลงทำท่าจะอาเจียนอีก แต่ก็ไม่มีอะไรออกมา นิ่งอยู่ครู่นึงเขาก็ยกมือเช็ดปากก่อนดันตัวผมให้ออกห่าง

“ขอบใจ..”

ผมหัวเราะหึในใจ ไม่ใส่ใจกับท่าทีเกรียนๆนั่น ก็อย่างน้อยหมอนี่ก็ยังรู้จักที่จะพูด ‘ขอบใจ’ นี่นะ

ผมเหลือบมองกระเป๋ากีต้าร์ใบใหญ่ที่เขาสะพายอยู่

..มือกีต้าร์งั้นเหรอ?..

ชักอยากรู้ขึ้นมานิดๆ ว่าหมอนี่ตอนไม่เมาเขาจะเล่นดนตรีออกมาในแนวไหนนะ

“นามบัตรล่ะ” ผมยกยิ้ม แบมือขอนามบัตรจากอีกฝ่าย

เขามองที่มือผม ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธ

“ของแบบนั้นฉันไม่มีหรอก..” แล้วมองกลับไปทางหน้าร้าน “เดี๋ยวทำความสะอาดให้ ..ต้องทำไงบ้าง?”

ผมมองใบหน้าและริมฝีปากขาวซีดอย่างคนเมาจัดตรงหน้า แล้วก็นึกอยากจะถอนหายใจดังๆ ใส่หน้าอีกฝ่ายนัก

...สภาพแบบนี้เนี่ยนะ ทำความสะอาด... แค่ไม่สร้างภาระให้เพิ่มก็เป็นพระคุณแล้วเหอะ...

“ตามมานี่สิ”

ผมกวักมือเรียกให้อีกฝ่ายเดินตามเข้าไปทางหลังร้าน หมอนี่ก็ยอมเดินมือกุมหัวที่คงกำลังปวดจะระเบิดอยู่ตามผมเข้ามาที่ห้องพักพนักงานด้านหลังร้าน

“อย่าคิดหนีเชียว นั่งรอตรงนี้แป้บนะ”

ผมเอ่ยปากขู่ ชี้ไปที่โซฟาที่วางติดผนังด้านหลังห้อง ก่อนจะปลีกตัวเดินเข้าไปที่บาร์ด้านใน เพื่อผสมสูตรแก้แฮงก์ให้ และไม่ลืมที่จะหยิบผ้าเย็นไปเผื่ออีกฝ่าย

กลับมาที่ห้องพักอีกครั้งก็พบว่า ร่างผอมบางนั่นล้มตัวลงนอนเหยียดยาวมือก่ายหน้าผาก อยู่บนโซฟาแล้วเรียบร้อย

“อ่ะ จัดการซะจะได้หายมึน”

ผมยื่นแก้วกระดาษแบบใช้แล้วทิ้งที่ใส่น้ำมะนาวเย็นๆผสมกับเกลือนิดหน่อยให้อีกฝ่าย พร้อมทั้งผ้าเย็น

อีกฝ่ายร้องอืม..แล้วขยับตัวขึ้นนั่ง รับแก้วที่ผมส่งให้ไปดื่มอึกๆหน้าตาเฉย ก่อนใช้ผ้าเย็นโปะเข้าที่หน้า

“ไหนอุปกรณ์ทำความสะอาดล่ะ?”

ใบหน้าขาวซีดเงยมองมาที่ผม ปากก็ยังดื้อทวงถามไม่ลดละ

ผมหย่อนตัวลงนั่งบนโซฟาข้างๆ หัวเราะออกมาเบาๆ

“เมาขนาดไม่รู้รสเลยนะนาย ไม่เปรี้ยวบ้างรึไง” ผมชี้แก้วที่ผสมสูตรแก้แฮงก์มาให้ แต่อีกคนดื่มเป็นน้ำ

“มันมีรสอะไรด้วยหรือไง..” อีกฝ่ายก้มลงมองแก้วที่ตัวเองดื่มซะเกลี้ยง

“มะนาว 2 ลูกได้...แต่ไม่รู้สึกก็ดีแล้วไง”

“ก็ดีขึ้น..” พูดยังไม่ทันจบประโยคเขาก็ยกมือขึ้นกุมหัวที่คงเริ่มจะปวดแปล๊บขึ้นมาอีก

ผมแกล้งหัวเราะใส่ แต่ไม่ได้ว่าอะไร หยิบเอาบุหรี่ในกระเป๋าขึ้นมาจุดสูบ

“เหม็นน่ะ..”

เจ้าเด็กปากดีที่นั่งอยู่ข้างๆไม่แค่บ่นเปล่า ยังขยับเข้ามาดึงบุหรี่จากมือผมออกซะอีก

“แทนที่จะสูบบุหรี่ เอาปากมาทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือไง” พูดแล้วเขาก็ยิ้มมุมปากมองมาทางผม

“นายทำห้องนี้เหม็นกว่าบุหรี่อีก อย่ามาทำบ่น”

ผมมองคนข้างๆอย่างนึกขำ เผลอยกยิ้มตาม แล้วก็ดึงบุหรี่ในมือเขากลับมาสูบต่อ

จู่ๆ อีกฝ่ายก็มีท่าทีอ่อนลงจนดูแปลกๆ

“ฉันไม่เหม็นขนาดนั้นสักหน่อย..” เขาพูดเสียงอ่อน เริ่มขยับเลื้อยเข้ามาหาผม

ผมก้มลงมองดวงตาสีน้ำตาลที่มองตรงมาที่ผม บางอย่างในแววตาของหมอนั่นสะกิดเตือนผมให้ระวัง เพราะนั่นเป็น...แววตาของลูกสัตว์ที่กำลังบาดเจ็บ...

ผมหัวเราะเบาๆ เอื้อมมือไปดับบุหรี่ที่ถังขยะด้านข้าง แล้วดึงคอเสื้อยกตัวอีกคนขึ้นมา แกล้งทำเป็นดมแถวๆปาก แล้วก็ปล่อยลงไปนอน

“ขอผ่าน” ผมตอบตัดบท

กฎข้อนึงของผมคือ... ไม่ยุ่งกับลูกสัตว์ที่กำลังบาดเจ็บ...

…เพราะอะไรน่ะเหรอ... เพราะคุณจะเป็นฝ่ายถูกทำร้ายแทนน่ะสิ!

เป็นเรื่องปกติเลยนะสำหรับลูกสัตว์ที่กำลังบาดเจ็บ...ความเจ็บปวดของพวกเขาจะบดบังทำให้มองไม่เห็นความหวังดีใดๆ ที่คนอื่นหยิบยื่นให้ เกราะป้องกันตัวเองของพวกเขาจะทำลายทุกคนที่พยายามบุกรุกเข้าหา หรือแม้แต่คนที่ส่อแววว่าจะทำให้พวกเขารู้สึกเจ็บมากขึ้นได้

แล้วทำไมผมจะต้องเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับคนกลุ่มนี้ด้วยล่ะ ว่ามะ?

เจ้าลูกจิ้งจอกน้อยขนสีน้ำตาลตรงหน้ายังส่งยิ้ม ‘หึ’ ให้ แม้ว่าผมจะปฏิเสธไปแล้ว

“งั้นถ้าฉันไม่มีกลิ่นแล้ว?”

เขาพูดทิ้งท้ายประโยคเป็นเชิงถามกลายๆ มือก็จับเสื้อตัวเองเลิ่กขึ้นจนเห็นเอวคอดบางและหน้าท้องแบนราบเรียบเนียน

“ที่นี่มีห้องอาบน้ำใช่ไหม?” เขาถาม

“อืม...จะรับไว้พิจารณา...” ผมเผลอเลื่อนสายตาตามมือของอีกฝ่าย ปากก็เลยหลุดตอบทั้ง 2 คำถามของอีกฝ่ายไปแบบไม่ได้คิด..

…!!?!?...

“...แต่คิดค่ามิเตอร์น้ำนะบอกไว้ก่อน” ผมรีบพูดหักมุมท้ายประโยคทันทีที่กลับมามีสติอีกครั้ง ตั้งใจจะพูดดักคอเพื่อเบรกเกมรุกของอีกฝ่าย

“งกเป็นบ้า จ่ายเป็นอย่างอื่นแทนไม่ได้เหรอพ่อหนุ่ม” หมอนั่นไม่พูดเปล่า หากแต่ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นพลางยกมือขึ้นลูบเข้าที่แก้มผมอย่างยั่วยวน

…สัมผัสอ่อนโยนจากมือเรียวยาวที่แก้ม...

“ว่ามาสิจ่ายเป็นอะไรล่ะ”

ผมถามคำถามโง่ๆออกไปแบบสมองไม่สั่งการอีกเป็นครั้งที่สอง ทั้งๆที่ภาษากายของอีกฝ่ายก็บอกออกจะชัด ว่าเจ้าตัวเตรียมจะจ่ายด้วยอะไร

…คูปองส่วนลด ไม่ก็แสตมป์สะสมแต้มจากร้านสะดวกซื้อล่ะมั้ง!! เจ้าโง่อากิระเอ๊ย!!...

ผมก่นด่าตัวเองเงียบๆในใจ

“ประสบการณ์ดีๆสักคืนดีมั้ย?”

คนพูดลากมือลงไปตามลำคอของผม ก่อนลากยาวไปที่แผ่นอก

ผมถอนหายใจยาว ตั้งใจแน่วแน่ที่จะมีสติโต้ตอบ และปฏิเสธคนตรงหน้าให้เด็ดขาดขึ้น

ผมมองยิ้มๆไปที่เขาก่อนจะพูดตอบไปด้วยเสียงราบเรียบ

“มั่นใจในตัวเองจังนะเรา”

“ก็ไม่เสียหายนี่ เห็นแบบนี้ฉันก็เลือก แล้วนายก็ผ่านเกณฑ์”

เขายิ้มให้ก่อนลากมือต่อลงไปที่หน้าท้องของผม

“เกณฑ์นายคืออะไรเหรอ?”

ผมเริ่มชวนคุยไปเรื่อยๆ ปล่อยให้อีกฝ่ายลากไล้มือลงไปเรื่อยๆ เริ่มรู้สึกดีกับสัมผัสที่ได้รับขึ้นมานิดๆ

“หน้าตาดี” อีกฝ่ายตอบหน้าตาย และมือของเขาก็จับอยู่ที่ขอบกางเกงของผมเรียบร้อยแล้ว

ผมรีบหัวเราะขึ้นขัดบรรยากาศทันทีที่สติรู้ตัวกลับมา และพบว่าตัวเองกำลังปล่อยอารมณ์ไหลไปกับสถานการณ์อีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งบอกกับตัวเองไปแหม่บๆ ว่า ‘ไม่’

ดูท่าว่าวันนี้ผมคงทำงานหนักไป ไม่ก็นอนน้อยไป จนประสาทสั่งการที่ควบคุมตัวเองอยู่เพี้ยนไป สังเกตได้จากการทำงานของมันในวันนี้ ที่ทำหน้าที่ได้แย่เหลือเกิน...

“เกณฑ์ของชั้น...หอมสะอาดน่ะ”

พูดจบผมก็ลุกพรวดจับข้อมืออีกฝ่ายให้ลุกขึ้นตาม ลากไปที่หน้าตู้เก็บอุปกรณ์อาบน้ำของทางร้าน ผมหยิบผ้าเช็ดตัวโยนใส่หน้าอีกฝ่าย แล้วจับลากร่างบอบบางนั่นไปที่ห้องอาบน้ำทันที

ผมกลั้นหายใจปล่อยมือที่กุมข้อมือของอีกฝ่ายไว้ ผลักไหล่เขาเบาๆให้เข้าไปใช้ ตั้งใจว่าจะหลบออกไปสูดอากาศเย็นๆข้างนอกให้หัวโล่งซักแป้บ

“หอมเมื่อไหร่ไว้มาตัดสินฉันใหม่ล่ะ” เจ้าลูกจิ้งจอกตัวน้อยขยิบตาให้ก่อนหายเข้าไปในห้องน้ำ

...ผมหัวเราะกับตัวเอง...

ลูกสัตว์ที่บาดเจ็บ...บางรายก็ปากแข็ง...

พวกเขาพยายามอย่างมากที่จะไม่แสดงความอ่อนแอออกมา คนกลุ่มนี้ไม่พยายามทำตัวให้ดูน่าสงสาร พวกเขาเปิดรับ และบางทีก็วิ่งเข้าหาคนอื่นๆด้วยซ้ำ บางครั้งพวกเขาจะแสร้งทำเหมือนไม่แคร์ และกำลังสนุก แต่พวกเขาไม่ต่างจากระเบิดเวลาที่สามารถทำร้ายผู้อื่นด้วยความไม่รู้ตัว ไปพร้อมๆกับการทำลายตัวเองจนย่อยยับ...

แน่นอนว่าเซ็กส์กับคนกลุ่มนี้ไม่ใช่เรื่องสนุก… ไม่ใช่ว่าผมจะไม่รู้...

ผมเดินตามเข้าไปในห้องน้ำที่อีกฝ่ายเพิ่งเดินหายเข้าไป มือกดล็อคประตู หันกลับมาก็เห็นหลังของอีกฝ่าย ไหล่บางที่ดูตกลู่อย่างอ่อนแรงนั่น...

ถ้าผมทำเมินซะ เขาก็น่าจะออกไปร่อนหาเหยื่อรายใหม่ได้ไม่ยาก ใครสักคนที่จะมอบความอบอุ่น และช่วยถมปิดร่องรอยบาดแผล ที่เจ้าตัวตั้งใจจะหลอกสายตาผู้คนภายนอกให้เข้าใจว่าหายสนิทดีแล้ว และปล่อยให้แผลนั่นฝังตัวสร้างความเจ็บปวดอยู่ลึกๆให้กับผู้เป็นเจ้าของ...

...ใครสักคน... เป็นใครก็ได้แม้ไม่ใช่ผม...

ผมเดินเข้าหา มือเอื้อมเปิดฝักบัวให้หยดน้ำเย็นๆพรมสัมผัสเข้าที่ใบหน้า เรียกเตือนสติตัวเองให้ค่อยๆกลับมาอย่างช้าๆ ...แต่ก็ไม่ทัน... เมื่อมืออีกข้างดึงรั้งอีกคนเข้ามาจูบ ก่อนจะหลับตาลงผมเห็นสีหน้าและแววตาตกใจของอีกฝ่าย แต่ไม่ช้าร่างบางตรงหน้าก็ตอบรับจูบนั้น

          น้ำจากฝักบัวรินรดจนชุดของเราทั้งคู่เปียกชุ่ม

“ไหนบอกต้องหอมสะอาดก่อนไง” อีกฝ่ายแทรกถามในจังหวะที่ริมฝีปากผละออกจากกันเพื่อรับเอาอากาศเข้าไปกักเก็บใหม่ เขายิ้มกวนมองมาที่ผม

แต่ผมไม่มีคำตอบให้ และเลือกจะปิดปากอีกคนด้วยลิ้นที่รุกเข้าหา ผมยกยิ้มมุมปาก ใช้มือดึงถอดเสื้อที่เปียกโซกของอีกฝ่ายออก กายท่อนบนเหลือเพียงร่างบอบบางเนียนขาว ที่ให้อารมณ์ตัดกับสร้อยคอสไตล์พั๊งค์ที่สวมใส่อยู่

“ใจร้อนจังเลยนะคุณผู้ชาย” คนตรงหน้าหันมาแลบลิ้นเลียคางผม มือของเขาเริ่มปลดกระดุมเสื้อของผมออกบ้าง

“เวลาพักชั้นจะหมดแล้วน่ะ” ผมโกหกหน้าตาเฉย ขณะเริ่มไล่ลิ้นเลียลงไปตามลำคออีกฝ่ายก่อให้เกิดเสียงครางเบาๆตามการสัมผัส

“ถ้างั้นเราลัดขั้นตอนหน่อยเป็นไง” พูดแล้วเขาก็ปลดกางเกงสี่ส่วนของตัวเองออก ปล่อยให้มันหล่นลงไปอยู่ที่ข้อเท้า

.

.

ไอน้ำจากฝักบัว และไอร้อนจากร่างกายคนสองคน ทำให้ผนังกระจกขุ่นหนาในห้องน้ำกลายเป็นฝ้าขาว...

เสียงหยดน้ำจากฝักบัว ดังถี่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่ก็ไม่สามารถแทรกกลบเสียงหอบหายใจหนัก และเสียงครางแผ่วเบายามข่มกลั้นอารมณ์ไว้ไม่อยู่ของคนในห้องได้

ผมไม่รู้หรอกว่าผมกำลังทำอะไร... ผมอาจจะแค่ทะนงตนเกินไปล่ะมั้ง ที่คิดว่าผมจะรับมือการท้าทายในเกมนี้ จากคนตรงหน้าได้ ผมจะไม่เจ็บปวดเพราะเขา... ตราบเท่าที่ผมกำจัดความรู้สึก และหนีออกมาได้เร็วพอ...

.........................................

TBC.


Comment

Comment:

Tweet