[Fic] A Prince 's Tales : Ep03- ผู้กอบกู้

posted on 21 Mar 2014 16:05 by narsche in Fic, Sena directory Fiction
 
********************************

EP03 - ผู้กอบกู้

********************************

ฝนตกพรำๆอีกแล้วทั้งที่เป็นฤดูหนาวแท้ๆ ผมถือถ้วยชาอุ่นๆ เดินจากส่วนครัวเล็กๆในห้องเช่าของตัวเองไปนั่งชิดที่ขอบหน้าต่าง เอียงหน้าแนบกับบานหน้าต่างอย่างไม่แคร์กับสัมผัสที่เย็นยะเยือกจากอากาศภายนอก ลมหายใจอุ่นๆของผมเป่าลงบนกระจกจนก่อให้เกิดเป็นฝ้าขาว

ผมค่อยๆยกชาขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นหอมสดชื่น ออกหวานอมเปรี้ยวของชาพีชกระทบจมูกจางๆ... น่าแปลกที่มันกลับเป็นกลิ่นที่ทำให้ผมรู้สึกเศร้า...พอๆกับ...กลิ่นของคริสต์มาส

ผมทอดสายตามองฝ่าเม็ดฝนที่โปรยจากด้านบนลงไปยังถนนด้านล่าง ยิ่งใกล้วันที่ 25 ของเดือนนี้เท่าไหร่ ถนนหนทางและร้านรวง ต่างก็พากันตกแต่งประดับประดา ราวกับจะประกวดประขันกัน เพื่อแย่งความสนใจจากผู้คนที่ต่างก็ออกมาจับจ่าย ซื้อหาของขวัญกันจนหนาตา

เอาเป็นว่า อย่าได้หวังว่าใครหน้าไหนจะสามารถทำเนียน แกล้งลืมวันเทศกาลนี้ไปได้ก็แล้วกัน ตรงจุดนี้ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรือญี่ปุ่น ผมเดาว่าแทบจะทุกที่กว่าค่อนโลก ก็คงแทบจะไม่ต่างกัน

โชคร้ายของ ‘เดอะ กริ้นช์’… เจ้าสัตว์ประหลาดตัวเขียวที่เกลียดคริสต์มาสอย่างผมสินะ ที่ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่ในซีกโลกไหน ผมก็ยังต้องรับรู้และรอคอยให้เทศกาลนี้ผ่านไปช้าๆอยู่ดี

จะพูดให้ถูก ผมไม่ได้เกลียดคริสต์มาสหรอกนะ ที่ผมเกลียดก็แค่รายการทีวีเดิมๆ ในช่วงคริสต์มาส อย่าง ‘คริสต์มาสแครอล’ ที่ผมต้องนั่งดูเงียบๆคนเดียวในห้องทุกปีๆตะหากล่ะ

...อีกไม่กี่วันก็จะเวียนมาถึงวันนั้นของปีอีกแล้วสินะ...

ทั้งๆที่ปีนี้คิดว่าจะได้ทำอะไรที่ต่างออกไปบ้างแท้ๆ เพราะทางคลับแจ้งว่ามีไวท์คริสต์มาสปาร์ตี้ แต่ถ้าเชิญลูกค้าไปงานล่ะก็ ภายในชั่วข้ามคืนของวันที่ 21 ธันวาคม ผมก็จะกลายเป็นโฮสต์ 1 ดาวเข้าให้อย่างเลี่ยงไม่ได้ทันทีแล้วปัญหาใหญ่ที่จะตามมาของการเป็นโฮสต์ 1 ดาวก็คือ...

...ผมจะตาย...

        อันที่จริงถ้าเป็นผมเมื่อ 2 เดือนก่อนล่ะก็ ผมคงไปร่วมงานปาร์ตี้ของทางคลับสบายใจเฉิบแล้วล่ะ เพราะความตายมันไม่เคยเป็นปัญหาของผมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ความคิดของผมเมื่อราวๆ 2 เดือนก่อน ตอนได้ฟังเรื่องการเป็น ‘ชิกิ’ ครั้งแรก

...‘นี่ นี่ นายรู้รึเปล่า? โฮสต์ระดับ 1 ดาวขึ้นไป ทุกคนจะโดนคำสาปกลายเป็น ‘ชิกิ’ ที่ต้องดื่มเลือดลูกค้าให้ได้ตามเป้าหมาย ไม่อย่างนั้นโฮสต์คนนั้นก็จะตาย เมื่อวันใหม่ของเดือนถัดไปเริ่มต้นขึ้น’...

        ผมคงหัวเราะขำๆ หรือไม่ก็ยิ้มเยาะนิดๆ บอกได้เลยนะว่า ผมไม่ค่อยจะเชื่อนักหรอกนะ เรื่องเหนือธรรมชาติแบบนั้นน่ะ คิดเอาว่าคงเป็นกิจกรรมการตลาดโปรโมทคลับซะมากกว่า แต่พอได้สอบถามโฮสต์รุ่นพี่หลายๆคนเข้า ทุกคนก็ยืนยันว่าเรื่องแบบนั้นมันเกิดขึ้นจริงอย่างอธิบายไม่ได้ พอผมเริ่มแน่ใจเรื่องคำสาปว่ามีจริง มันก็อดไม่ได้ที่วันไหนพอมีเวลาว่าง ผมก็จะเผลอคิดขึ้นมาเสมอ...

...ถ้าผมตายไป ...จะมีใครบนโลกนี้รับรู้ และจดจำผมได้บ้างไหมนะ...

...สำหรับผม... ที่เกิดมาโดยความไม่ตั้งใจของพ่อและแม่... เติบโตมาโดยไม่ได้ผูกพันกับใครเป็นพิเศษ ไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรัก ไม่มีครอบครัว ไม่ว่าจะดำรงอยู่หรือดับไป ชีวิตของผมก็ไม่ส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตอื่นใดของใครบนโลกใบนี้เลยซักนิด...

คิดดูแล้วก็รู้สึกแห้งผากในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก

บางที... 27 ปีมานี้ ผมเคยคิดว่า ผมใช้มันมองดูโลกใบนี้มานานเกินพอแล้วเหมือนกัน

...ถ้าผมตายไป ...จะมีใครบนโลกนี้เสียใจ ร้องไห้ให้ผมบ้างไหมนะ...

คำถามเหล่านี้ผุดขึ้นมาในหัวผมครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับหญ้าในสวนหลังบ้านที่กำจัดเท่าไหร่มันก็กลับงอกงามขึ้นมาได้ใหม่เสมอโดยเฉพาะในฤดูฝน

ถ้าความตาย จะเป็นวิธีพิสูจน์หาคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้ เหมือนสมการคณิตศาสตร์ทั่วไปก็คงจะดี ผมจะได้หยุดความคิดกลับไปกลับมา เหมือนการตีปิงปองใส่กำแพงของผมได้ซะที

...แล้วในวันที่ทุกอย่างที่แบกไว้บนบ่ามันพังครืน...ในตอนที่คิดว่า... พอกันที! ผมยอมแพ้แล้วกับชีวิตที่ว่างเปล่าแบบนี้... คำพูดที่ฟังดูเหมือนคำด่ากลายๆของใครคนหนึ่งในตอนที่ผมเล่าให้เขาฟังเรื่องคำสาปของโฮสต์คลับ ก็ช่วยหยุดความคิดบ้าๆนั่นของผม

‘…นั่นสินะ ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า...แต่อย่างที่ฉันพูดนั่นแหละ อย่าหาเรื่องตายโง่ ๆ แล้วกันนะ’

...อย่าหาเรื่องตายโง่ๆ... งั้นเหรอ…

ฟังคำด่าแบบนี้แล้วรู้สึกอบอุ่นใจ... ผมคงเป็น M แบบไม่รู้ตัวสินะ ผมยกยิ้มมุมปาก ก่อนจิบชาคิดอะไรต่อไปเรื่อยเปื่อย

เสียงครืดๆ ของลูกล้อลากบดไปกับพื้นห้องลามิเนตลายไม้ ขัดจังหวะให้ผมต้องหันไปมอง ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นเสียงของอะไร

...ดวงตากลมโตสีดำขลับที่จ้องเป๋งตรงมาที่ผม...

โนอาห์... ลูกเต่าบกพันธุ์ซูลคาต้าสีน้ำตาลอ่อนๆ ตัวขนาดไม่เกินฝ่ามือหน้าตาถมึงทึงเอาเรื่อง สุดแสนจะไม่รับแขกจนเป็นเอกลักษณ์ ลำตัวมีสเก็ตซ์อันเล็กถูกผูกติดใว้ที่ใต้ท้อง เขาค่อยๆไถสเก็ตซ์เข้ามาหาทีละฟุตกว่า แล้วก็หยุดจ้องเป๋ง พอเห็นว่าผมมองเฉยๆไม่ว่าอะไร ครู่หนึ่งมันก็ใช้เท้าเขี่ยพื้นถลาเข้ามาอีก จนเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ

ผมกลั้นยิ้มแกล้งทำหน้าดุใส่ ทางนั้นเลยชะงักไปนิดนึง... เราสบตากันนิ่งราวกับฉากดวลปืนในหนังคาวบอยโบราณ

“ขอมือ!” ผมยื่นมือไปหา สิ้นเสียง โนอาห์ก็ย่อขานิดๆ ทำคอตกๆ ก้มหน้าแทบแนบพื้น

“หมอบ!” ลูกเต่าหดขาและย่นคอเข้าไปในกระดอง พร้อมหลับตาปี๋

ผมยกมือข้างนึง ทำเป็นปืนโดยนิ้วชี้แทนปากกระบอก ผมร้อง “ปั้ง!” แล้วเป่าปลายนิ้วฟู่ อีกฝ่ายรีบยกขาหน้าสั้นๆข้างขวายื่นไปด้านหน้านิดๆ ทำตาหรี่ใส่ผม

ดูเอาเถอะ... เต่าที่ผมเลี้ยง...

“พอกันเลยจริงๆทั้งเต่าทั้งคน เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่สุด! เคยยอมตามใจผมซะที่ไหน”

ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง หัวเราะขำเบาๆ ก่อนลุกไปเปิดตู้เย็นหยิบผักกาดแก้วออกมาทั้งหัว แต่เลือกดึงมา 2-3 ใบก่อนยัดที่เหลือใส่กลับเข้าไปในตู้เย็น

ผมเดินไปหย่อนรางวัล ‘กวนได้โล่ห์’ ให้เจ้าตัวเล็ก ขยับลงนั่งขัดสมาธิที่พื้นข้างๆ แก้เชือกปลดสเก็ตซ์บอร์ดอันจิ๋วที่ใต้ท้องเขาออกให้ เพื่อให้โนอาห์กินได้ถนัดขึ้น

.........................................

...ผมเจอกับโนอาห์ที่สระน้ำในสวนสาธารณะ ตอนไปให้อาหารปลา...

เจ้าเต่าตัวเปี๊ยกยืนเกาะก้อนหินขนาดใหญ่กว่าตัวมันเองนิดหน่อยตรงขอบสระนิ่ง ไม่ยอมไปไหน ไม่ว่าผมจะแวะไปกี่วันก็จะเห็นมันยืนอยู่แบบนั้นตรงนั้นเสมอ

ผมควานหาของที่พอจะกินได้ในกระเป๋าสะพาย สุดท้ายก็เจอพรีซรสสาหร่ายกล่องนึงที่พกติดๆกระเป๋าไว้คาบเล่นๆแทนบุหรี่ ในเวลาที่ต้องคิดงานเครียดๆ นึกลังเลอยู่นาน ก่อนลองหยิบยื่นให้เจ้าเปี๊ยกดู มันเองก็มองอยู่นาน จนผมชักเมื่อยแขน กำลังจะชักกลับ ถอดใจว่ามันคงไม่กิน ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่มันงับหมับเข้าให้ที่ปลายแท่งพรีซ จากนั้นมันก็เริ่มกินยั่บๆไปกว่าค่อนแท่งท่าทางหิวๆยังไงไม่รู้

จากนั้นวันต่อๆมา ผมจะติดแซนวิชไปนั่งกินที่ม้านั่งริมสระ และไม่ลืมแบ่งผักกาดหอม และแตงกวาในแซนวิสให้เจ้าเปี๊ยกด้วยเสมอ

  สำหรับผม เขาเป็นเพื่อนคนหนึ่ง หรือตัวหนึ่งเลยล่ะ เพราะผมเล่าอะไรๆให้เขาฟังไปเยอะเชียว ทั้งความรู้สึก... ความเศร้า... ความหวัง... กระทั่งความฝัน...

เขาก็... ตั้งใจฟังดีนะ ไม่ขัดจังหวะ ไม่บ่น ไม่หัวเราะเยาะสิ่งที่ผมเล่าให้ฟังเลยซักนิด แม้ว่าจะไม่ค่อยให้คำแนะนำ หรือปลอบใจผมได้ซักเท่าไหร่ก็เถอะ

..........................................

“......ไอ้นี่มันเต่าบกไม่ใช่เหรอ ทำไมมาอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ”

คำพูดของใครคนนึงดังขึ้นในความทรงจำ ในตอนที่ผมยังงงๆอยู่นั้น คนพูดก็จับกิ่งไม้ไว้แล้วห้อยตัวลงไป จับเจ้าเปี๊ยกขึ้นมาจากก้อนหินริมขอบสระ ก่อนเอาเขามาวางลงบนฝ่ามือผม

“เอ้า!”

ผมรับเจ้าเปี๊ยกมาแบบงงๆ “เอ๋? เต่าบก?” ผมทวนคำพูดอีกคนตอบไป

คนตรงหน้าดึงตัวขึ้นมายืนดีๆ ชี้นิ้วไปที่เต่าน้อย

“...ไอ้เนี่ยมันต้องอยู่บนบกเท่านั้น มันว่ายน้ำไม่ได้ แล้วก็กินผักกินหญ้าเป็นส่วนใหญ่ด้วย...สงสัยมีคนเจอแล้วหวังดีเลยเอามันมาปล่อยลงน้ำมั้ง?   ”

“เอ๋!!! จริงเหรอครับ! มิน่าล่ะ ผมเห็นมันเกาะอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหนเลย”

ผมตกใจเมื่อได้รู้ ยิ่งรู้สึกผิดที่ไม่ได้ช่วยมันขึ้นมาก่อนหน้านี้...

ก็เซ้นส์ของผมมันออกจะต่ำนี่นะ ขนาด ‘คน’ ที่พูดคุยกันได้ ผมยังพูด ยังทำอะไรให้เขาอึดอัด ทำให้เขาไม่สบายใจไปตั้งมากมาย แบบรู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง... แล้วกับสัตว์ตัวเล็กๆที่ไม่สามารถบอกความคิดความรู้สึกกับผมได้ ผมจะไปมีปัญญาเข้าใจมันได้ยังไงกัน แต่ถึงแบบนั้น ผมก็ยังรู้สึกผิดและรู้สึกแย่อยู่ดี

“โถ เจ้าเปี๊ยก ขอโทษด้วยนะ ถ้าชั้นรู้ว่าแกไม่ชอบอยู่ในสระชั้นคงพาขึ้นมานานแล้ว”

…ถ้าเพียงแต่ผมจะเข้าใจ ว่าอะไรที่ทำให้อีกฝ่ายชอบได้... ผมคงทำไปแล้ว...

นึกขึ้นมาได้ว่าถ้าไปไหนไม่ได้ที่ผ่านมาเจ้าเปี๊ยกก็คงได้กินอะไรน้อยมาก ป่านนี้คงจะหิวแย่แล้ว ผมเลยรีบวางเขาลงที่พื้น ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย หยิบพรีซรสสาหร่ายออกมา ลองแกะยื่นให้เจ้าเปี๊ยกดูว่าเขาหิวรึเปล่า ปรากฏว่ากิน...

“ให้มันกินซี้ซั้วเดี๋ยวก็ตายหรอก!” เสียงเอ็ดดังขึ้นพร้อมหัตถ์เทพเจ้าลงทัณฑ์ ที่เข้ามาดึงแก้มผมจนยืด

“ก้อ ... เกลอ มาน เจอ หิว นีค้าบ” ผมพยายามอธิบายทั้งที่แก้มยังโดนดึงจนพูดไม่ถนัด อีกฝ่ายหัวเราะชอบใจ ก่อนจะปล่อยมือ

“ให้มันกินหญ้าแถวนี้ก็พอมั้ง...หรือเก็บมันไปดีล่ะ ช่วงนี้กำลังจะเข้าหน้าหนาวแล้ว...ทิ้งไว้ข้างนอกไม่รู้จะตายหรือเปล่าแฮะ”

“ถึงตายเลยเหรอครับ? งั้นผมเก็บมันไปด้วยก็ได้ครับ” ผมตกใจ จนรีบตอบรับทันที

...ความตาย...

สิ่งที่ผมเคยคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาๆ เป็นเรื่องที่ผมคิดว่า ผมพร้อมจะเผชิญกับมันอย่างสงบ... แต่พอเป็นเรื่องของสิ่งมีชีวิตเล็กๆตรงหน้า ผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็เศร้าเกินไป จนผมไม่อาจยอมรับได้

สิ่งมีชีวิตเล็กๆ... พลัดหลงอยู่ตัวเดียวในที่ๆไม่มีใครเคียงข้าง ไม่มีครอบครัวให้กลับไปหา ไม่ได้ผูกพันกับใคร... สิ่งมีชีวิตที่เหมือนกับผม...

“เอาจริงเหรอ?” คนข้างๆหันมองหน้าผม “เลี้ยงยากนิดหน่อยนะ แต่หาดูในเน็ตก็ได้ ฉันเองก็รู้แค่คร่าว ๆ น่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ ไว้ผมจะลองหาข้อมูลดู” ผมตอบพร้อมหยิบเต่าน้อยมาใส่อุ้งมือ “ไปอยู่ด้วยกันนะเจ้าเปี๊ยก”

“หรือไม่ก็ลองหาเจ้าของใหม่ให้มันก็ได้ ราคามันสูงอยู่นะ น่าจะมีคนอยากได้” คนพูดยิ้มอย่างอ่อนโยน พูดพลางใช้นิ้วลูบหัวเต่าน้อยในมือผม

“ครับ... ผมคงเลี้ยงเค้าสุดความสามารถครับจนกว่าจะเจอคนที่เลี้ยงดูเค้าได้ดีกว่าผม...ก็ค่อยปล่อยให้เค้าไปน่ะครับ” ผมมองดูเจ้าเปี๊ยกบนฝ่ามืออย่างเศร้าๆ

...ผมรู้ดีว่าเวลาของผมกำลังจะหมดลง... เมื่อใครบางคนสามารถทำให้เขามีความสุขได้มากกว่า... สิ่งเดียวที่ผมควรทำคือปล่อยให้เขาไปจากผมอย่างสบายใจ...

..........................................

  “...โนอาห์?” อีกคนเงียบใช้ความคิดนิดนึงก่อนตอบ เมื่อผมขอให้เขาช่วยตั้งชื่อให้

ผมหันไปยิ้มกว้างให้ หรูไม่ใช่เล่นเลย สำหรับชื่อที่เพิ่งคิดสดๆกันเดี๋ยวนั้น

“เห.... ชื่อหรูเชียวครับ ทำไมถึงให้ชื่อนี้ล่ะครับ?” ผมถามอย่างอยากรู้

“...ก็มันข้ามน้ำมาขึ้นฝั่งจนได้นี่นา?” คนตรงหน้ายิ้มบาง หลุบตาลงมองเจ้าเต่าด้วยสายตาอ่อนโยน

ความอ่อนโยนที่ทำเอาผมอยากจะยอมทนหิวหลายๆวันดูบ้าง เพียงเพื่อให้แววตาที่อ่อนโยนนั้น มองทอดมาที่ผมบ้างสักครั้ง...

จะด้วยความสงสารก็ได้ สมเพชเวทนาก็ได้ ต่อให้เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้ใกล้เคียงความรัก ผมก็ยังอยากจะมีโอกาสได้อยู่ข้างๆ ขอแค่ได้มองสบตาคู่นั้นทุกๆวัน

...แต่คำขอของผมมันก็ยังมากเกินกว่าจะเป็นจริงได้อยู่ดี...

..........................................

“โอ๊ย!” ผมร้อง หลุดจากภวังค์ทันทีเมื่อโดนเจ้าตัวแสบงับเข้าเบาๆที่ปลายนิ้ว

“ทำอัลลัยของนายน่ะ!” ผมนึกฉุนนิดๆ แต่เจ้าเปี๊ยกที่มองผมอยู่ กระพริบตาปริบหนึ่ง ก็เบนหน้า หันไปมองทางอื่นทำเป็นไม่ใส่ใจ

        ผมมองพื้นรอบๆ แน่นอนผักกาดแก้วที่ผมวางไว้ให้ ถูกท่านผู้กอบกู้สวาปามหมดแล้วเป็นที่เรียบร้อย

เล่นแล้ว อิ่มแล้ว คราวนี้ก็คงอยากจะนอนอาบโคมไฟอุ่นๆสินะ เอาแต่ใจชะมัด เจ้าตัวแสบนี่ให้ความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาเหมือนใครบางคนจริงๆ ให้ตายสิ!

ผมหยิบเขากลับไปวางในถาดเลี้ยงที่มีวัสดุรองและโคมไฟให้ความอบอุ่นอย่างดี

ทุกวันนี้แค่กลับบ้านช้า หรือต้องค้างที่ออฟฟิสผมก็ยังกังวลเลย ล่าสุดเข้าไปนอนโรงพยาบาลหลายวัน ทำเอาผมกังวลจนต้องขอร้องให้คนอื่นเข้าไปช่วยดูแลโนอาห์แทนผม

หนึ่งชีวิตที่บอบบางในมือผมเมื่อครู่... หนึ่งชีวิตที่ผมพยายามจะดูแล ปกป้องไว้จนสุดความสามารถ อย่างที่เคยได้รับปากไว้กับเขา และเพราะมีหนึ่งชีวิตนี้ ผมถึงใช้ชีวิตในแต่ละวันโดยไม่ลืมที่จะเตือนตัวเองว่า

…อย่าหาเรื่องตายโง่ ๆ แล้วกันนะ…

“เฮอะ! ผู้กอบกู้สัตว์น้อยใหญ่จากน้ำท่วมโลกงั้นเหรอ?” ผมหรี่ตามองเจ้าเปี๊ยกผู้ยิ่งใหญ่อย่างหมั่นไส้นิดๆ

“ที่นายช่วยไว้ได้ก็มีแค่ชั้นเท่านั้นแหละนะ อย่าหลงตัวเองให้มันมากนักล่ะ เข้าใจไหม?”

ผมกดเปิดโคมไฟ UV ส่งยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนบิดตัวแก้เมื่อยล้า แล้วเดินกลับไปที่ McBook ของตัวเองที่เปิดค้างไว้ก่อนพักดื่มชายามบ่ายเมื่อครู่ ผมขยี้ตาตัวเองนิดๆให้สดชื่นขึ้น ก่อนนั่งลงปั่นงานโปรเจคใหม่ของบริษัทที่ขนกลับมาทำที่บ้านต่อไป... 

 
== TBC. ==

Comment

Comment:

Tweet