[Fic] A Prince 's Tales : Ep01- Prologue

posted on 29 Jan 2014 21:07 by narsche in Fic, Sena directory Fiction
ไม่พูดพล่ามทำเพลง เพราะเกริ่นอย่างเดียว ล่อไป 1 เอนทรี่ไปแล้วค่า ลุยดีกว่า
 
********************************

EP01-Prologue

********************************

...บ่ายแก่ๆอันอบอุ่นในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง... 

ผมกำลังนั่งกอดอกอย่างเบื่อๆอยู่ในห้องประชุมลักษณะเธียเตอร์ ของบริษัทเอเจนซี่โฆษณารายใหญ่ของญี่ปุ่น ที่ห่างจากบ้านเกิดผมกว่า 6,025 ไมล์

...อดหวนคิดถึงกลิ่นต้นไม้ใบหญ้าในสวนหลังบ้านที่อังกฤษ และอากาศเย็นสบายจากฝนที่โปรยพรำๆ ตลอดเวลาไม่ได้ ถึงแม้ว่าผมจะเป็นพวกเป็นหวัดง่ายทุกครั้งที่โดนฝนก็เถอะ แต่ถ้าได้อยู่ในบ้านแล้วล่ะก็ วันฝนตกนี่มันก็สวรรค์ดีๆนี่ล่ะ

  กำลังนั่งเหม่ออยู่ดีๆ ชื่อของผมก็ลอยมาเข้าหูโดยพิธีกรกล่าวเชิญ เนื่องจากถึงคิวผมขึ้นพรีเซ็นต์ผลงานของทีม ต่อจากทีมก่อนหน้า สำหรับประกวดในโปรเจคใหม่ของบริษัท ท่ามกลางเสียงปรบมือ ผมลุกขึ้นเดินจากที่นั่งไปทางด้านหน้าก่อนก้าวขึ้นเวทียกพื้น

“อ้า...”

ผมเริ่มต้นอย่างไม่มีพีธีรีตองนัก เพราะนี่ยังไม่ใช่รอบตัดสิน ผู้เข้าฟังส่วนใหญ่เป็นเพียงหัวหน้าฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและทีมงานเท่านั้น

“สำหรับแคมเปญรณรงค์การเมาไม่ขับในช่วงวันเทศกาลฮัลโลวีนที่จะมาถึงนี้... ทางทีม A ขอแนะนำ มาสคอตของเรา ‘Mr. ปิ๊ง!’ "

ขณะที่ผมพูด จอภาพขนาดใหญ่ด้านหลังก็โชว์อนิเมชั่นสั้นๆของมาสคอตหน้าตาคล้ายหลอดไฟและมีขาเป็นสายฟ้าเด้งดึ๋งไปมา

“ซึ่ง…จะเป็นตัวแทนของสำนึกที่ดี ที่มีอยู่ในตัวทุกคนอยู่แล้ว เพื่อให้ทุกคนหันกลับมามองสิ่งที่ควรทำตามหน้าที่ของตัวเอง ลดความคะนอง และเลิกสร้างภาพว่าตนเองเท่ห์ในการขับขี่ขณะมึนเมา… และสโลแกนควบคู่คือ... ‘ฉลาดน้อยแต่อยู่นาน’….”

ผมใช้เวลาไม่นานไอเดียที่ทั้งทีมงานคิดกันหัวแทบแตกร่วม 3 เดือนก็ถูกถ่ายทอดออกไปในที่ประชุม ด้วยบรรยากาศสบายๆ ราวกับพวกเราแค่ดื่มเหล้าเมาแล้วเสกมันออกมาอย่างง่ายดายเมื่อคืนอย่างนั้นแหละ

ไอเดียของทีม A เรา ได้รับการตอบรับในเกณฑ์ค่อนข้างดีทีเดียว มีผู้ยกมือซักถามใน Senario ต่างๆ หลายคำถาม ก่อนการนำเสนอจะจบลงด้วยเสียงตบมือ และการพยักหน้าของผู้ฟังในห้องประชุมเท่าที่ผมลอบสังเกตผ่านๆตา

หลังจากการนำเสนอของทุกทีมเสร็จสิ้น มีผู้นำเสนองานของทีมอื่นเดินมาตบบ่าแสดงความยินดีกับผมหลายคนเหมือนกัน ผมก็ได้แต่ปั้นยิ้มรับตามมารยาท 

“ทีม A ของอาริสุเอะซังนี่... มีไอเดียแหวกแนว และแรง ไม่เหมือนใครดีนะครับ”

เสียงของฟูจิโมริซัง หัวหน้าทีม B ทักขึ้นมาจากด้านหลัง ซึ่งผมเองก็คร้านเกินกว่าจะหันไปมอง ถึงอย่างนั้นเสียงหัวเราะฮ่าๆของเจ้าตัวก็ยังตามมาอย่างกวนอารมณ์ผมนิดๆ

“ผมจะคอยเชียร์ทีม A ละกันนะครับ”

ไม่พูดเปล่า เขายังขยับวางแขนลงมาบนไหล่ผมซะด้วย ราวกับสนิทสนมกันมาแต่ชาติปางไหน ทั้งที่ตอนวิ่งใต้โต๊ะยังใส่ใข่ทีมผมซะยับแท้ๆ เพียงเพื่อจะได้เข้ารอบ 

“จะเชียร์ทีม A จริงๆเหรอครับ” ผมหันไปยิ้มหวานให้

“ทั้งๆที่ถ้าทีม A ผ่านเข้ารอบคัดเลือกไป ทีม B ของฟูจิโมริซังก็ต้องโดนตัดออก เพราะเกินโควต้าแท้ๆ... ถ้าพูดว่า ‘ผมจะคอยดูว่าไอเดียทีมคุณมันจะไปได้ซักกี่น้ำ’ มันจะฟังดูธรรมชาติกว่านะครับ”

อีกฝ่ายชักสีหน้าทันทีที่ผมพูดจบ แต่ก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายอะไร

“อะไร! ผมว่าไอเดียทางคุณก็พอไหวหรอกนะ มีก็แต่มนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานของคุณนั่นล่ะ ที่มันน่าจะต้องปรับปรุง!” พูดจบฝ่ายนั้นก็เดินกระแทกจากไปไม่หันกลับมามองอีก

  ผมถอนหายใจขณะมองตามไป รู้สึกว่าการพยายามพูดคุยกันตามมารยาทแบบนี้ มันเปลืองพลังงานมากกว่าการนั่งคิดงานเงียบๆคนเดียวซะอีกนะ ให้ตายสิ! แต่ถึงอย่างนั้นคำพูดของฟูจิโมริซัง ก็ทำเอาผมยืนนิ่งอยู่พักใหญ่... อาจจะเพราะเขาไม่ใช่คนแรกที่เตือนผมเรื่องนี้ และก็ใช่ว่าผมจะไม่รู้ตัวซะที่ไหน...

สำหรับผมน่ะ เรื่องที่ยากที่สุด ก็เรื่องของการเอาตัวเองไปเข้ากับผู้คนนี่แหละ อย่าว่าแต่เพื่อนร่วมงานในสังคมการทำงานที่แก่งแย่งแข่งขันกันเลย กระทั่งเพื่อนสมัยเรียน หรือเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวที่จัดว่าสนิท ผมยังไม่เคยมีกับเขาเป็นตัวเป็นตนเลยสักคนด้วยซ้ำ 

ถึงอย่างนั้น... ผมก็ยังอยู่บนโลกนี้มาได้ตั้ง 27 ปีแล้วนี่นะ... จะถือว่ามันไม่จำเป็นในการดำรงชีพของผมได้ไหมนะ...เฮ้อ...

!?! หื้อ?!?

ทั้งที่ตั้งใจจะคิดแบบนั้น แต่ก็เผลอถอนหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัวจนได้สินะ

  ผมเก็บของและเดินเข้าไปในลิฟต์ที่ตอนนี้ว่างโล่งแล้ว มองสบตาตัวเองในภาพสะท้อนจากผนังกระจกด้านในของลิฟต์ภาพเด็กหนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่น-อังกฤษ ผิวขาวจัด ตัวบาง สวมแว่นตา เข้าข่ายเด็กเนิร์ดที่โตมากับเกมและคอมพิวเตอร์ แถมมองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่เอาไหนทางกีฬา แถมยังดูซ่าส์ๆ ไม่น่าเข้าใกล้ด้วยผมยาวประบ่าสีเขียวสดใสนั่นอีก...

...อาริสุเอะ เซนะ ที่ใครๆมองเห็นเป็นแบบนี้สินะ...

ผมยิ้มให้กับภาพตัวเองที่มองตอบมานิดนึง ก่อนที่ลิฟต์จะเปิดออกอีกครั้งที่ชั้น G ผมเดินออกจากบริษัทตรงมาที่สถานีรถไฟ และหยุดเปิดมือถือดูข้อมูลที่อยู่ของโฮสต์คลับ เพื่อความมั่นใจอีกครั้ง ทั้งที่จริงๆแล้วโฮสต์คลับแห่งนี้ก็อยู่ระแวกเดียวกับห้องเช่าผมนั่นแหละ เพียงแต่ผมออกจะเป็นพวกขี้กังวล และย้ำคิดย้ำทำอยู่สักหน่อย แล้วก็นะ...ที่ผมค่อนข้างจะแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน

...การตัดสินใจส่งใบสมัครงานพาร์ตไทม์... เป็น ‘โฮสต์’!!...

นึกแล้วก็อยากแค่นหัวเราะขำตัวเองนิดๆ

รายได้ที่ได้อยู่ทุกวันนี้มันก็พอใช้ชีวิตติดหรูได้สบายๆอยู่แล้วด้วยซ้ำ ไม่ได้ขัดสน จนต้องดิ้นรนมาหางานทำนอกเวลาเลยสักนิด แต่ที่ตัดสินใจสมัครไป ก็ถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่า ผมคาดหวังอะไรจากงานบริการที่ทำให้ผู้อื่นพอใจ และมีความสุขงั้นหรือ?

ให้ตอบอย่างซื่อสัตย์กับตัวเองก็ได้... ผมคงยังแอบมีความหวังลึกๆ ว่าการทำงานนี้จะค่อยๆเปลี่ยนผมได้กระมัง...

รู้ตัวอีกทีผมก็มาหยุดยืนอยู่ที่หน้า ‘Shigan-Higan Host Club’ ซะแล้วสิ...

== TBC. == 

 

edit @ 12 Mar 2014 19:24:30 by Narsche

edit @ 21 Mar 2014 15:31:39 by Narsche

edit @ 21 Mar 2014 15:37:44 by Narsche

edit @ 21 Mar 2014 15:39:36 by Narsche

edit @ 21 Mar 2014 15:44:33 by Narsche

edit @ 21 Mar 2014 15:45:23 by Narsche

edit @ 21 Mar 2014 15:46:04 by Narsche

edit @ 21 Mar 2014 15:47:53 by Narsche

Comment

Comment:

Tweet